ทริปนี้ ผมจะไปสูดบรรยากาศดีๆ ที่จังหวัดกาญจนบุรีกันครับ
ช่วงที่ผ่านมานี้อากาศค่อนข้างเย็นถึงเย็นที่สุด เหมาะแก่การขึ้นดอยขึ้นเขาชมธรรมชาติ สูดอากาศดีๆ พร้อมคนดีๆ ซึ่งเข้ากับเดือนแห่งความรักมากๆ ทริปนี้ผมจึงมีความภูมิใจนำเสนอสถานที่สวยๆ กับบรรยากาศเย็นๆ ให้เพื่อนๆ ไว้เป็นทางเลือกสำหรับพาสาวของท่านไปปั้นรักกันนะครับ ส่วนผมยังคงโสดสนิทต้องออกเดินทางค้นหากันต่อไป
เก็บภาพมาฝากเพื่อนๆ ซะหน่อย
ทริปนี้ ผมออกเดินทางมายังจังหวัดกาญจนบุรีครับ เมืองที่สะสมความทรงจำในอดีตของประเทศไทยเอาไว้อย่างหลากหลาย ก็มีทั้งดี ทั้งบทเรียน และความเจ็บปวด ผสมปนเปกันไป และที่แรกที่ผมจะเดินทางไปนั้น ก็ขึ้นชื่อสุดๆ ในนเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของบ้านเรา และชาวมอญครับ แน่นอนว่าจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก “อำเภอสังขละบุรี” สังขละบุรี มีคำขวัญว่า “เมืองสามหมอก ดินแดนสามวัฒนธรรม” คือมีทั้ง ไทย มอญ กะเหรี่ยง มีสะพานไม้อุตมานุสรณ์ เป็นสัญลักษณ์เด่น ที่ใครมาก็ต้องมาเยือน สะพานไม้ที่ยาวที่สุดอันดับ 2 ของโลกแห่งนี้ พร้อมกับสัมผัสวัฒนธรรมแบบคนมอญ ทาแป้งมอญ การเทินของไว้ที่หัว และภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งมีแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกด้วย เจดีย์สามองค์ สังขละบุรี เป็นอำเภอที่ติดต่อกับชายแดนพม่า ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี ประมาณ 215 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากอำเภอ ทองผาภูมิ 74 กิโลเมตร เมืองชายแดนแห่งนี้ รายล้อมด้วยธรรมชาติและขุนเขาอัน เขียวขจี มีแม่น้ำซองกาเลีย ไหลจากต้นกำเนิดในประเทศพม่า พาดผ่านอำเภอสังขละบุรีหล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่งแม่น้ำ และเชื่อมสัมพันธ์ ชนชาติิมอญทั้งสองประเทศ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
สะพานมอญ หรือ สะพานอุตตมานุสรณ์
สะพานที่ใช้สัญจรไปมาของชาวมอญ และชาวไทย
ตอนเช้าบรรยากาศดีมากครับ
ใครอยากได้ภาพถ่ายสวยๆ ลองมาถ่ายตอนเช้ามืดดูครับ
สะพานอุตตมานุสรณ์ หรือที่นิยมเรียกกันว่า สะพานมอญ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาว 850 เมตร และเป็นสะพานไม้ที่ยาวเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็ง ในประเทศพม่า เป็นสะพานที่ข้ามแม่น้ำซองกาเรีย ที่ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีสะพานนี้สร้างขึ้นโดยดำริของ หลวงพ่ออุตตมะ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม ในปี พ.ศ. 2529 จนถึง พ.ศ. 2530 โดยใช้แรงงานของชาวมอญ เป็นสะพานไม้ที่ใช้สัญจรไปมาของชาวมอญและชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีประมาณปี 2556 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นครับ สะพานอุตตมานุสรณ์ได้พังทลายขาดเป็น 2 ท่อนในช่วงกลางสะพาน ความยาวประมาณ 30 เมตร เนื่องจากเกิดเหตุฝนตกหนักติดต่อกันนานถึง 3 วัน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลเชี่ยวกรากจากทุ่งใหญ่นเรศวร พัดขยะตอไม้ลงสู่แม่น้ำซองกาเลีย ปะทะกับเสาสะพานทำให้เกิดขาดกลาง และเสียหายเพิ่มเป็น 70 เมตร ในเที่ยงของวันต่อมา
วัดกลางน้ำ ตอนน้ำลดครับ
ตอนน้ำขึ้นครับ
บรรยากาศริมน้ำก็ทำให้ชื่นใจได้ครับ
เสร็จจากสะพานมอญ ผมก็มาต่ออีกที่ นั่นก็คือ วัดกลางน้ำ ซึ่งอยู่เลยจากตัวอำเภอสังขละบุรีไปประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นวัดจำพรรษาของ “หลวงพ่ออุตตมะ” เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกระเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น แล้วตอนที่ผมไปถึงก็ต้องตกใจครับ เพราะวัดกลางน้ำไม่ได้กลางน้ำสมชื่อซะแล้ว แม่น้ำลดไปเยอะมากถึงมากที่สุด มากขนาดที่เห็นฐานวัด สามารถเข้าไปชมภายในตัววัดได้เลยแหละ ภายในวิหารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามชาวบ้าน เรียกกันว่า หลวงพ่อขาว จากวัดวังก์วิเวการามแยกไปอีก 1 กิโลเมตร จะเป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยามีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร บริเวณใกล้เจดีย์มีร้านจำหน่ายสินค้าจากพม่าหลายร้านจำพวกผ้า แป้งพม่า เครื่องไม้ ผมนี่ ซื้อไม่ยั้งเลยครับ สะใจจัง ตังค์จะหมด
มาต่อกันที่วัดสมเด็จ
เจดีย์วัดสมเด็จเป็นเจดีย์รูปทรงแบบมอญ
ต่อมาก็ต้อง วัดสมเด็จ ที่บ้านไหล่น้ำ ซึ่งอยู่ก่อนถึงที่ว่าการอำเภอสังขละบุรีประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีศิลปวัฒนธรรมไทยรามัญ (มอญ) และพม่าอยู่เป็นจำนวนมาก จุดเด่นของวัดสมเด็จก็จะมี ศาลาการเปรียญวัดสมเด็จ ซึ่งมีลักษณะรูปทรงแบบมอญ สร้างขึ้นโดยพระราชอุดมมงคล (หลวงพ่ออุตตมะ) เป็นสถานที่สำหรับทำกิจกรรมศาสนพิธีของสมเด็จพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในอำเภอ สังขละบุรี ทั้งชาวไทย ชาวไทยรามัญ และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง เจดีย์วัดสมเด็จเป็นเจดีย์รูปทรงแบบมอญ สร้างขึ้นโดยพระราชอุดมมงคล (หลวงพ่ออุตตมะ) และทำการยกฉัตรเจดีย์เมื่อแรม 3 ค่ำ เดือน 4 วันพุธ ที่11 เมษายน พ.ศ. 2544 พระนอนเป็นพระพุทธรูปปางปรินิพพาน บรรทมตะแคงขวา หลับพระเนตร ฝ่าพระหัตถ์ขวารองรับพระเศียร ข้อพระพาหาขวาวางอยู่บนพระเขนย พระกรซ้ายวางทาบไว้บนพระปรัศว์ พระบาทซ้ายซ้อนบนพระบาทขวา เหยียดปลายพระบาทเสมอกันทั้งสองข้าง
ช่องเขาขาด หรือช่องไฟนรก
ร่องรอยการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ
มีการลำรึกถึงผู้เสียใจชีวิต
เหล่าเชลยศึกที่ถูกเกณฑ์มาทำงาน
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมสำหรับชาวต่างชาติ
รุ่งเช้ามาผมรีบตื่น และออกตัวจากที่พักอย่างรวดเร็ว เพราะบรรยากาศของสถานที่ๆ ผมจะไปนั้น ในช่วงเช้าเรียกได้ว่าใกล้คำว่า “เพอร์เฟ็คที่สุด” และสถานที่นั้นก็คือ “ช่องเขาขาด” ครับ ช่องเขาขาด หรือช่องไฟนรก เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายไทย-พม่า (เส้นทางรถไฟสายมรณะ) ตลอดเส้นทางรถไฟสายไทย-พม่า (เส้นทางรถไฟสายมรณะ)มีหลายจุดที่มีเนินหิน ภูเขา หน้าผา หรือหุบเหว ขวางอยู่จึงต้องขุดให้เป็นช่องเพื่อที่รถไฟสามารถวิ่งผ่านไปได้ซึ่งที่ช่องเขาขาด หรือ ช่องไฟนรก เป็นจุดที่ใหญ่ที่สุดบนเส้นทางนี้ การขุดเจาะช่องเขาขาดเริ่มในเดือนเมษายนปีพ.ศ. 2486 ปรากฏว่างานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมีช่วงที่เร่งงานซึ่งแรงงานแต่ละกะต้องทำงานถึง 18 ชั่วโมงโดยงานส่วนใหญ่ล้วนใช้แรงคนทั้งสิ้น เช่นการสกัดภูเขาด้วยมือ ซึ่งเป็นการทำงานที่ทารุณยิ่ง เนื่องจากต้องปีนลงไปสกัดในช่องเขาซึ่งบางช่วงสูงถึง 11 เมตร จนแทบไม่มีอากาศหายใจทั้งยังต้องทำงานท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวในช่วงเดือนมีนาคม ในภาวะขาดแคลนน้ำและอาหารเมื่อเจ็บป่วยแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่เพียงพอต่อการพยาบาลต้องดูแลกันตามมีตามเกิด เชลยศึก และกรรมกรที่ช่องเขาขาดต้องทำงานตอนกลางคืนด้วยแสงไฟจากคบเพลิงและกองเพลิงทำให้สะท้อนเห็นเงาของเชลยศึกและผู้คุมวูบวาบบนผนังทำให้ที่นี่ได้รับการขนานนามว่า “ช่องไฟนรก” หรือ Hellfire Pass
คืนนี้เราออกมาซ่ากันที่นี่ ร้านโกดังเสือ
บรรยากาศรอบๆ ร้านดูดี และเป็นกันเองมากครับ
นั้นล่ะครับ จบทริปธรรมชาติกับบรรยากาศสุดสดชื่นกันแล้ว ค่ำนี้ก็เป็นเวลาของแรดราตรีของผมซะทีล่ะนะ ซึ่งคืนนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปร้าน “โกดัง เสือ” ร้านสุดแนวมีวิถีทางเป็นของตัวเองอย่างชัดเจนมากครับ การตกแต่งร้านที่ออกแนว Instrumental retro ที่ให้อารมณ์ย้อนยุคในรูปแบบโกดังเก่า เพลงที่เปิดในยุค ’60 สลับกับวงดนตรีสดที่ทันสมัย มันได้อารมณ์ดีแท้ ยังไงก็แล้วแต่ผมขอตัวไปตามหาสาวในที่แห่งนี้ก่อนนะครับ ไว้เจอกันคราวหน้าจะพาไปไหน อะไร ยังไง มาติดตามกันนะครับ บ๊าย!!
Did you know
– อำเภอสังขละบุรีในอดีตชื่ออำเภอวังกะซึ่งได้รับการเปลี่ยนชื่อเมื่อพ.ศ. 2482 (ในคราวเดียวกันกับที่ “กิ่งอำเภอสังขละบุรี” ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “กิ่งอำเภอทองผาภูมิ”)
– ต่อมาอำเภอสังขละบุรีได้ถูกลดฐานะลงให้เป็นกิ่งอำเภอสังขละบุรีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2484 และต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2508 จึงได้ถูกยกฐานะกลับขึ้นเป็นอำเภอสังขละบุรีดังเดิม
– พิพิธภัณฑ์เขาช่องขาดได้รับการออกแบบ และสร้างสรรค์อย่างสวยงามโดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรเลีย เพื่อเป็นที่รวบรวมข้อมูลภาพถ่ายสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆในระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือมินิเธียร์เตอร์ที่มีการฉายภาพยนตร์เงียบขาวดำซึ่งถ่ายทำจากเหตุการณ์จริงในระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะ
สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของนิตยสาร RUSH ได้ที่ Facebook : facebook.com/RUSHmag IG : instagram.com/rush_magazine_official/ Youtube : youtube.com/channel/UC05caWeApIU23HyV6e9ng2A
ขอขอบคุณเนื้อหาจาก
RUSH#66 Feb



















No comments:
Post a Comment